Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 26]

คิดว่าตอนหน้าน่าจะตอนสุดท้ายแล้วค่ะ  แต่ยังไม่ใช่ตอนจบ

อาทิตย์หน้างดลงเพราะไม่อยู่นะคะ  น่าจะลงช่วงต้นเดือนหน้าได้แหละ…มั้ง

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


นึกออกแล้ว

นึกออกแล้ว

เหมือนกล่องสมบัติในหัวถูกไขกุญแจเปิดออก  ได้ยินแม้กระทั่งเสียงกริ๊กดังแว่วในหู  ก่อนความทรงจำที่อยู่ด้านในจะลอยออกมาแล้วค่อย ๆ เรียงต่อกันเป็นภาพบนฟิล์มผืนยาวก่อนจะซึมหายเข้าไปในเนื้อสมอง

นึกออกแล้วว่า ‘ฟูจิซากิ’ เป็นใคร

มิยูกิเอามือกุมหัว  ตาลายขึ้นมายามสมองเรียบเรียงความทรงจำที่ถูกบางอย่างปิดตายไว้  เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไร  แต่จังหวะที่หัวกลับมาแจ่มชัดขึ้นอีกครั้งก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อตัวเองดังลั่น

“มิยูกิ  คาสุยะ!!!”

เขาหันไปมองทางเสียง  เห็นนางาทานิหันหลังกลับไปมองแถวประตูห้อง

“นางาทานิ…?”  เขาพึมพำเสียงเลื่อนลอยคล้ายยังไม่หลุดจากภวังค์

“เข้ามาในห้องนี้จนได้นะ”

แล้วคำตอบก็เปล่งเสียงพูดออกมาเอง

ตรงสุดขอบเขตแสงตะเกียง  ร่างของเอย์จุนยืนนิ่งประจันหน้ากับพวกเขา  มีเสียงครวญครางของเพื่อนร่วมทีมดังแว่วเป็นเพลงประกอบอยู่ด้านหลัง

“ฟูจิซากิ…”  หัวของคนถูกเรียกเริ่มหมุนอีกครั้ง  “นายทำอะไรทุกคนไป!!?”

“ผมไม่อยากให้นายเห็นตัวผมตรงนั้นเลย…จริง ๆ นะ……..”  คนตรงหน้าไม่ตอบ  ทำเพียงแค่ขยับเท้าก้าวเข้ามาในรัศมีแสงจนฉายให้เห็นหน้าเศร้าหมอง  “แต่ในเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว…ก็ช่วยไม่ได้ละ”

ใบมีดในมือขยับสะท้อนประกายแสงใส่ตา

“นาย…นายคือฟูจิซากิ  มิสึรุใช่ไหม!!?”  มิยูกิตะโกนสิ่งที่นึกขึ้นได้ใส่  “ที่เคยอยู่ทีมเดียวกัน…ตอนม.ต้นน่ะ!!!!”

เท้าของคนตรงหน้าหยุด

“……………..เมื่อกี๊….เรียกชื่อจริงผมเหรอ?”  แล้วใบหน้าก็ขยับยิ้ม  “จำชื่อจริงผม……..ได้ด้วยเหรอ……..?”

“ฟูจิซากิ  ทำไมนายถึง…!!”  คนนึกออกยังตะโกนต่อไป  “ตอนที่เจอกันครั้งล่าสุด  นายยังไม่มีท่าทีจะทำเรื่องแบบนี้เลยนี่นา!!!”

เขานึกออกหมดแล้ว

นึกออกว่าคนตรงหน้าคือฟูจิซากิ  มิสึรุ หนึ่งในพิชเชอร์ร่วมทีมเดียวกับเขาตอนม.ต้น  ก่อนทั้งคู่จะแยกย้ายไปเข้าคนละโรงเรียนกันตอนม.ปลาย  ตนเข้าเรียนที่เซย์โดตามรุ่นพี่คริส  ส่วนฟูจิซากิจำต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนในคานางาวะตามที่ทำงานพ่อ  และพวกเขาเพิ่งกลับมาเจอกันตอนโกลเด้นวีคนี้…ที่โรงเรียนของฟูจิซากิจัดเข้าค่ายเบสบอลเชิญหลาย ๆ โรงเรียนมาแข่งขันกันเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน

แม้เอาเข้าจริง ๆ ความทรงจำช่วงก่อนสลบไปจะยังเลือนรางอยู่บ้าง  แต่เท่านี้เขาก็ได้คำตอบมากจนพอใจแล้ว

เหลือเพียงแต่ว่า…ทำไปทำไม?

แล้วทำไมถึงมีร่างไร้วิญญาณของอีกฝ่ายอยู่ตรงนี้

คนตรงหน้าเอียงคอมอง  “ผมบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ…มิยูกิคุง………เพื่อนายจะได้เป็นของผมไง”

“ทำไมละ…”  เสียงของคนพูดแหบแห้งลง  “ทำไมนายถึงอยากได้…ตัวฉันนัก?”

“นายจำตอนที่เรา…คุยกันครั้งแรกไม่ได้เหรอ?”

บทสนทนาที่เคยผุดขึ้นในหัวก่อนหน้านี้ย้อนกลับมาอีกครั้ง

“ก่อนหน้านี้ผมเป็นพิชเชอร์ห่วยแตก…ขว้างได้แต่ลูกพลิกแพลงอะไรก็ไม่รู้  เข้าสไตรค์โซนบ้างไม่เข้าบ้าง  ความเร็วลูกก็ไม่มี  เอาลงขว้างทีไรก็ถูกตีเอาง่าย ๆ…ไม่ว่าใครเห็นก็บอกว่าเลิกเป็นพิชเชอร์เถอะ….”

แวบหนึ่งมิยูกิรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นออกมาจากปากของเจ้าของร่างจริง ๆ

“จนนายเข้ามาทัก…เสนอตัวรับลูกให้…….” รอยยิ้มผุดขึ้นบนปากคนเล่าช้า ๆ  “….ผมถึงได้รู้ว่า….ตัวเองก็เป็นพิชเชอร์ได้……สามารถลบคำสบประมาท….ของทุกคนได้…..”

แล้วรอยยิ้มนั้นก็หายวับไปในพริบตา

“แต่พอผมขึ้นม.ปลาย….ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม……..ขว้างลูกห่วยเหมือนเดิม….เก็บแบตเตอร์ออกไม่ได้เหมือนเดิม….ไม่ใช่แค่แคชเชอร์….แม้แต่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นก็ไม่เหลียวแล……………..ยิ่งกว่านั้นยังหาว่าเรื่องเมื่อตอนม.ต้นที่ผมพยายามจะยืนยันว่าผมทำได้………เป็นเรื่องโกหก….”

อีกฝ่ายเอามือข้างหนึ่งกดหน้าไว้  เห็นเพียงแววตาวาวโรจน์ด้วยความเคียดแค้นฉายล้อแสงไฟ

“ไม่มีใครสน…ไม่มีใครแคร์….ไม่มีใครเชื่อ…ไม่มีใครมอง”

มิยูกิอดกลืนน้ำลายขณะฟังคนตรงหน้าระบายความในใจออกมาไม่ได้

สัมผัสแบบนี้…เหมือนกับนางาทานิไม่มีผิด

เขาแอบเบือนสายตาไปยังเงาข้างตัว

“แล้วผมก็คิดได้”

เสียงอีกฝ่ายดับวูบลงคล้ายลำโพงสายขาด

ก่อนฟูจิซากิจะลดมือลง  เผยให้เห็นรอยยิ้มแสยะฉีกกว้าง

“ถ้ามีนาย………ทุกคนก็จะหันมามองผมอีกครั้ง”

คนถูกกล่าวถึงขนลุกซู่ทันควัน

“ถ้ามีมิยูกิคุง….ทุกคนก็จะเชื่อว่าผมทำได้….”  คนตรงหน้าค่อย ๆ ก้าวเท้าคล้ายเดินลากขาขยับเข้ามาใกล้  “ถ้ามีมิยูกิคุง…ทุกคนก็จะยอมรับในตัวผม….ถ้ามีมิยูกิคุง…ทุกคนก็จะไม่หาว่าผมโกหก…”

มิยูกิอยากจะถอยหลังหนี  แต่บางอย่างจากตัวคนตรงหน้าตรึงเขาไว้จนไม่อยากขยับตัวได้  ไม่นานนักร่างของเอย์จุนก็มาหยุดห่างจากตัวเขาเพียงแค่เอื้อมมือถึง

“ถ้ามีมิยูกิคุง…ผมถึงค่อยอยากมีชีวิตอยู่ต่อ”

รอยยิ้มนั้นเรียกได้ว่ากู่ไม่กลับไปเสียแล้ว

“นายบอกว่า…’ค่อยอยากมีชีวิตอยู่ต่อ’….เรอะ”  คนฟังขยับปากพูดหลังจากเงียบมานาน  เบือนสายตาลงบนพื้น…ตรงที่มือของร่างบนพื้นวางอยู่ไม่ห่างจากเท้าตัวเอง  “ถ้าอยากมีชีวิตอยู่จริง…แล้วทำไมนายถึงมานอนอยู่ตรงนี้ได้ห้ะ!!!?”

ประโยคสุดท้ายเขาแผดเสียงออกมาดังลั่น

เขาเดาได้อย่างไม่ยากเย็นว่าวงแหวนเวทในห้องนี้เขียนจากอะไร  ของเหลวสีแดงคล้ำแบบนี้  สภาพร่างที่แท้จริงของคนตรงหน้าแบบนี้  ไม่ว่าใครถ้าได้เห็นก็ต้องนึกออกได้ทันที

ฟูจิซากิใช้เลือดตัวเองเขียนวงแหวนเวท

คนทำพิธีชะงักเล็กน้อย  แววตาฉายความไม่เข้าใจมาแวบหนึ่งก่อนจะดับวูบไป  “อ่อ…ที่จริงก็แค่…กะจะใช้แค่นิดเดียวเองน่ะ….”  เขายกมือข้อมือตัวเองขึ้นมามอง  ก่อนจะปล่อยแขนข้างนั้นลง  “แต่ก็ช่างเถอะ….พอเป็นแบบนี้แล้ว…….ก็สะดวกดีเหมือนกัน”

“นี่นาย….!!”  ความโกรธปนตะลึงทำมิยูกิพูดไม่ออก

อีกฝ่ายเงยหน้าสบตาเขาอีกหน  คราวนี้แววตาแฝงความมุ่งมั่นจนแทบเรียกได้ว่าบ้าคลั่งออกมาให้เห็นชัด  “แต่ในเมื่อมิยูกิคุงเข้ามาถึงห้องนี้….แล้วคิดจะทำลายพิธี………ผมก็ยอมไม่ได้หรอก……”  เขากำมีดในมือแน่น  “ผมทำถึงขั้นนี้ทั้งที……..ถ้าทุกอย่างสูญเปล่าไป………….ผมก็จะอยู่คนเดียวอีกแล้วสิ……..”

ลางสังหรณ์ส่งเสียงเตือนดังลั่นว่าไม่ปลอดภัย

“มาเป็น…….ของผมเถอะนะ….มิยูกิคุง”

ฟึ่บ!!!

มิยูกิหลับตาตามสัญชาตญาณ  ก่อนจะลืมตาขึ้นทันทีในวินาทีต่อมา

เงาในผ้าคลุมยืนขวางอยู่ตรงหน้า  ใช้มือข้างหนึ่งจับข้อมือข้างที่ถือมีดของผู้โจมตีไว้

“นางาทานิ!!!”  เขาเรียกชื่อเสียหลง

“ทำลายพิธี” อีกฝ่ายตอบโดยไม่หันกลับมามอง “ทำลายพิธีซะ”

“ทำลาย…ทำลายยังไง!!?”  กัปตันทีมรีบตะโกนถาม

“นางาทานิคุง!!!”  ฟูจิซากิตะโกนเสียงกร้าว  “ตอนแรกนายยังร่วมมือกับผม…ชักนำผมอยู่แท้ ๆ….ทำไม!!!!”

“เร็วเข้า!! มิยูกิ  คาสุยะ!!!”  วิญญาณอาฆาตไม่ตอบอะไรนอกจากตะโกนเร่ง

คนถูกสั่งกัดฟันกรอด  แล้วย่อตัวลงกับพื้นขณะสมองหมุนวนจากการใช้ความคิดอย่างหนัก

ทำลายพิธี

ในเมื่อเขาไม่รู้ว่าพิธีนี้ต้องใช้อะไร  หรือเตรียมตัวยังไง  แล้วเขาจะหาวิธีทำลายได้ยังไง

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวบ่น  เขาไล่สายตามองไปรอบ ๆ พยายามหาสิ่งสะดุดตา  ก่อนจะนึกความเป็นไปได้ขึ้นมาหนึ่งอย่าง

ถ้าลบวงแหวนนี้ล่ะ?

เขาจำได้ว่าในหนังผีหรือหนังลึกลับ  หากลบวงแหวนเวทลงแม้เพียงนิดเดียวก็สามารถทำลายพิธีได้

ต้องลองดู

มิยูกิวางตะเกียงลง  ใช้ฝ่ามือตัวเองวางกับพื้นแล้วถูเต็มแรงเพื่อลบเส้นเขียนจากของเหลวสีแดงเข้มออก  ความรู้สึกชื้นเหนียวติดฝ่ามือชวนให้รู้ได้ว่าเลือดนี้ยังคงสดใหม่  กลิ่นคาวฟุ้งเพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อยจนต้องเอามืออีกข้างปิดบริเวณหน้าให้แน่นหนาขึ้น

ไม่นานนักเส้นบริเวณนั้นก็เลือนหายไป

แต่เสียงฟูจิซากิกับนางาทานิสู้กันก็ยังไม่เบาลง

ไม่สำเร็จ!?

หัวใจเขาตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม  ตอนนั้นเองเสียงของบางอย่างกระแทกกันดังขึ้นจนเขาสะดุ้ง  เมื่อหันไปมองทางต้นเสียงก็ยิ่งรู้สึกคล้ายมีก้อนหินหนัก ๆ ถ่วงในท้องอีก

ร่างในผ้าคลุมของนางาทานิกองอยู่บนพื้น  มีโต๊ะและเก้าอี้ที่สุมไว้ริมห้องล้มทับ  ร่างนั้นนิ่งไม่ไหวติง  ยิ่งมองทะลุเห็นฉากด้านหลังชัดกว่าที่แล้วมา…หรือต้องบอกว่าแทบจะไม่เห็นร่างเขาเป็นตัวตนอีกต่อไป

“นางาทานิ!!?”  มิยูกิตะโกนเสียงหลง

“มิยูกิคุง…ไม่สำเร็จหรอกน่า”  ร่างของเอย์จุนสะบัดมีดในมือแล้วขยับเข้ามาหาช้า ๆ“มันสายไปแล้ว…ที่นี่กลายเป็นของผมแล้ว…แม้แต่คนสร้างที่นี่ขึ้นมาก็ไม่มีพลังพอหยุดผมได้แล้วละ”

ความสูงของเอย์จุนนั้นถือว่าน้อยกว่าตัวกัปตันเอง  แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงเห็นเหมือนรุ่นน้องยืนสูงตระหง่านคล้ายยักษ์อยู่ตรงหน้า

“ขอร้องละ…นะ”

รอยยิ้มหมองแบบไม่น่าเชื่อว่าคนตรงหน้าจะทำได้สะท้อนอยู่บนเลนส์แว่น

เอาไงดี

เอาไงดีเอาไงดี

เอาไงดีเอาไงดีเอาไงดีเอาไงดีเอาไงดีเอาไงดีเอาไงดี

คำ ๆ นั้นไหลทะลักอยู่ในหัวจนไม่อาจนึกอย่างอื่นออก

อีกฝ่ายย่อตัวลงยื่นมือเข้ามาใกล้

เอาไงดี!!

เขาเผลอหลับตา  ความสิ้นหวังเอ่อล้นออกมาทั้งตัวจนเรี่ยวแรงถูกสูบหายออกไปหมด

.จบแค่นี้…………แล้วเหรอ

………..แต่ถ้าฉันตายไปแล้วทุกคนรอด…ก็คงดีแล้วละ….

ที่จริงน่าจะยอมตายไปตั้งแต่ตอนนั้น……..สินะ

ทั้งตัวผ่อนแรงเกร็งลง  ทำเพียงหลับตารอคมมีดที่ขยับเข้าใกล้คอหอยขึ้นทุกที

.

.

.

.

.

.

หืม?

เวลาคงผ่านไปไม่นาน  แต่ในความรู้สึกแล้วเหมือนไปนานนับปี  แต่ตัวมิยูกิก็ยังไม่สัมผัสอะไรจากคนตรงข้ามเลยสักนิด  เขาจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ดูว่าเกิดอะไรขึ้น

มือข้างนั้นสั่น

สีหน้าของรุ่นน้องบิดเบี้ยวคล้ายพยายามต่อสู้กับอะไรสักอย่างในหัว

“……….เอ๊ะ?”  เขาเผลอหลุดคำอุทานออกมาไม่ได้

“…รุ่นพี่มิยูกิ…หลบไป”

แล้วเสียงจากปากอีกฝ่ายก็ทำเขาใจเต้นโครม

“นี่นาย…ซาวามูระ!?”  ความมั่นใจไร้ที่มาทำกัปตันตะโกนชื่อพิชเชอร์ร่วมทีมเสียงหลง

ใบหน้าของเอย์จุนสั่นกระตุก  คล้ายเห็นครึ่งหน้าทำหน้าตกตะลึงสุดขีด  ส่วนอีกครึ่งทำหน้าฝืนตัวเองสุดกำลัง  “อย่ายอมแพ้….สิครับ”

“ซาวามูระ!!  นายเป็นอะไรไหม!!?”  ความตกใจทำมิยูกิยื่นมือเข้าหา

“อย่านะ!!!!”

อีกฝ่ายปัดมือเขาออกเต็มแรง  “อย่าเข้าใกล้ผม…เดี๋ยวคุณจะ…………ไม่ปลอดภัย…”

“นายนั่นแหละที่จะไม่ปลอดภัย!!”  คนอาวุโสกว่าขัดเสียงหลง  ก่อนหางตาจะเหลือบไปเห็นมือข้างที่ถือมีดสั่นไม่หยุดเลยตะครุบมือข้างนั้นไว้  “ปล่อยมีดออกก่อน!!!”

“คงไม่ไหว…หรอกครับ”  เสียงนั้นฟังดูคล้ายหัวเราะเยาะตัวเอง  “ร่างกายยัง………….ไม่ฟังคำผม…อีกไม่นาน……..ผมคงไม่ได้สติอีก…”

“ชิ…!!!”  คนฟังอดสบถออกมาไม่ได้ขณะพยายามแกะนิ้วรุ่นน้องออกจากด้าม  แต่มือข้างนั้นกำมีดเอาไว้ด้วยแรงผิดมนุษย์จนแกะเท่าไรก็ไม่ออก

“เมื่อกี๊…ไม่สิ….ก่อนหน้านี้ด้วย……”  อีกฝ่ายขยับปากพูดช้า ๆ  “…รุ่นพี่คิด….จะตายเหรอ….?”

“นี่มันใช่เวลามาพูดเรื่องนี้ไหม!!!”  กัปตันตวาด  “เอาแรงไปสั่งตัวเองปล่อยมีดให้ฉันก่อน!!!!”

“รุ่นพี่จะ………ยังตายไม่ได้….”  เอย์จุนยังคงพูดต่อไป  “ผมยังต้องมี……รุ่นพี่………ยังต้องมีคุณ…..อีก…”

มิยูกิกัดฟันกรอด  มือข้างนั้นไม่ยอมปล่อยมีดออกสักที  แถมตอนนี้ยังมีท่าทีจะหันคมมีดใส่ตัวเขาอีก  แม้เสียงที่ออกมาจะเป็นของรุ่นน้อง  แต่ฟูจิซากิยังอยู่ข้างในและหาทางยึดร่างอยู่ไม่ผิดแน่

“เพราะงั้นรุ่นพี่…จะยังตายไม่ได้”  เสียงพูดร่วงลงใบหูคล้ายหยดน้ำ  “เราจะไป………..โคชิเอ็งด้วยกัน…..ไม่ใช่เหรอ…..?”

“นายเงียบก่อน!!!”  เขาตะโกนแบบเหลืออด  “ปล่อยมือออกจากมีดเซ่!!”

“ผมคง……ทำไม่ได้”

รอยยิ้มบนหน้าทำมิยูกิใจตกวูบ

“รุ่นพี่ฟูจิซากิ….มีพลังเหนือกว่าผม”  อีกฝ่ายพูดด้วยเสียงคล้ายใกล้หมดแรง  “อีกไม่นาน……ผมคงควบคุมตัวเองไม่ได้…อีกต่อไปแล้ว”

“พูดบ้า ๆ!!!”  กัปตันตวาด  “นายมีดีที่ความอึดไม่ใช่เรอะ!!?  ไม่มีทางเป็นอะไรไปง่าย ๆ หรอกน่า!!!!”

“ฮะฮะ…ชมผม….ด้วยเหรอเนี่ย……..”  ลมจากเสียงหัวเราะตกข้างใบหูเบา ๆ  “ดีใจจัง…”

“ซาวามูระ!!!”

“รุ่นพี่…….หนีไป”

เสียงกระซิบแทบจะหายไปกับความเงียบ

“มีชีวิตต่อ…เพื่อผมที”

แล้วคนตรงหน้าก็ออกแรงผลักเต็มแรง

“อึ๊ก!!!!”

ตัวของมิยูกิวืดไปด้านหลังจนหัวกระแทกพื้น  ความเจ็บแล่นวาบไปทั้งหัว  พร้อมกับในสมองที่เคยเต็มไปด้วยความคิดรวมตัวกันเป็นพายุหมุนพลันแจ่มใสขึ้นทันตา

แคร้ง

ก่อนหูจะได้ยินเสียงวัตถุโลหะเล็ก ๆ ตกกระทบพื้น

เขารีบโงหัวขึ้น  แล้วก็เห็นต้นเสียงนอนนิ่งอยู่กับพื้นใกล้ ๆ ต้นขาตัวเอง

กรรไกร

เขานึกออกทันทีว่าเป็นกรรไกรที่เก็บมาตอนคุราโมจิไม่ได้สติ

“………..ไอ้เด็กเวรนั่น….”

เสียงของคนตรงหน้าดึงความสนใจกลับไปทางเดิม

รุ่นน้องเอามือข้างหนึ่งกุมหน้า  เห็นแววตาโกรธแค้นฉายลอดระหว่างนิ้ว  “ยังจะเสนอหน้าออกมาได้อีกนะ…”

เสียงนั้นฟังดูก็รู้ว่าเป็นใคร

“ฟูจิซากิ!!”  มิยูกิเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นลนลาน

“มัวแต่ขัดขวางกันอยู่ได้….ใช่สิ……..แกมันเก่ง……..ได้ทุกอย่างที่ตัวเองต้องการอยู่แล้ว…..”  มือของอีกฝ่ายจิกเข้าไปในใบหน้าตัวเอง  “…..คนอย่างแกไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกคนถูกดูถูกแบบผมหรอก….!!!!!!!!!”

ในหัวกัปตันเหมือนได้ยินเสียงเส้นความอดทนขาด

“นายนั่นแหละเลิกพูดบ้า ๆ ได้แล้ว”

เสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้อง

“…….มิยูกิ……..คุง……..?”  คนตรงหน้านิ่งไปชั่วขณะ

“ถ้าไม่มีฉันก็ทำอะไรไม่ได้?  มีแต่คนดูถูกเหยียดหยาม?  เพราะคนอื่นเก่งอยู่แล้วเลยได้อย่างที่หวัง?”  เขาเอื้อมมือไปแตะกรรไกรแล้วคว้าไว้ในมือ  “อย่าพูดอะไรเข้าข้างตัวเองหน่อยเลยน่า”

สีหน้าของฟูจิซากิเปลี่ยนเป็นสับสน  “…….พูด…อะไร….?”

“นายแน่ใจเหรอว่าคนอื่นไม่ได้พยายาม?  แน่ใจเหรอว่าคนอื่นเหนือกว่านายมาตั้งแต่แรกแล้ว?  แน่ใจเหรอว่าตัวเองโชคร้ายที่สุด?”  มิยูกิเปลี่ยนแววตาเป็นแข็งกร้าวขณะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน  “เพราะฉัน…เห็นคนที่ย่ำแย่กว่านาย……..แต่ยังถีบตัวเองจนได้ดีมาแล้วน่ะสิ”

ภาพรุ่นน้องคนหนึ่งผุดในความทรงจำ

“แล้วว่าไงนะ?  ถ้าไม่มีฉันก็ทำอะไรไม่ได้เรอะ?”  พอได้พูดออกมาครั้งหนึ่งก็หยุดไม่อยู่  “เพราะมัวแต่คิดแบบนี้ไงเลยทำเท่าไรก็ไม่ไปไหนน่ะ  นี่นายลองแล้วจริง ๆ หรือไงหา?  เพราะเอาแต่คิดว่าไม่มีฉัน ๆ เลยไม่ได้ลงแรงเต็มที่ละสิท่า”  เขาทำตาเหยียดหยามใส่  “แบบนี้จะทำไม่ได้ดีขึ้นเลยก็ไม่แปลกหรอกน่า!!!”

“อะ……………อะ…………..”  สีหน้าตกตะลึงฉายอยู่เต็มใบหน้าอีกฝ่าย

“ตอนนายอยู่ม.ต้นก็ดูกระตือรือร้น…ตั้งใจจะเอาชนะคนอื่นดีอยู่แท้ ๆ”  คนสบประมาทลดเสียงลง  แววตาฉายความผิดหวังออกมาเต็มที่  “แล้วทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ได้….”

เขาหยุดเว้นวรรคเล็กน้อย  ก่อนจะพูดประโยคปิดท้าย

“ฉันไม่น่าคาดหวังในตัวนายตอนนั้นเลย”

ความเงียบเข้ามาเยือน  ได้ยินเพียงเสียงหายใจของคนในห้องดังสลับกันไปมา  ฟูจิซากิยืนค้างอยู่ในท่าอ้าปาก  ก่อนใบหน้าเขาจะสั่นเล็กน้อยคล้ายพยายามจะขยับปากพูด

“ไม่”

“เพราะงั้นฉันไม่มีทาง…ไปอยู่กับนายเด็ดขาด”  มิยูกิหรี่ตามอง  “ถึงนายจะบังคับขู่เข็ญเท่าไร…หรือจะฆ่าฉันเอาวิญญาณไป  ฉันก็จะไม่มีวัน……….อยู่-กับ-นาย-เด็ด-ขาด”

“ไม่”

“ฟูจิซากิ  มิสึรุ  เลิกหลอกตัวเอง  ตื่นจากฝันกลางวันได้แล้ว”

“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ทันใดนั้นพื้นที่ยืนอยู่ก็สั่นเต็มแรง

“เหวอ!!!!”  กัปตันเสียการทรงตัวกระทันหันจนล้มลงกับพื้น

“ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงไม่จริงเป็นไปไม่ได้เป็นไปไม่ได้เป็นไปไม่ได้เป็นไปไม่ได้เป็นไปไม่ได้เป็นไปไม่ได้เป็นไปไม่ได้โกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหกโกหก—”

ถ้อยคำพรั่งพรูจากปากรุ่นน้องตรงหน้า  ดังก้องเข้าสมองเหมือนไม่ได้ผ่านแก้วหู  ร่างนั้นบิดเบี้ยวไปมาคล้ายคนบ้ากำลังอาละวาด

“นี่นาย–!!!”  มิยูกิเอามือข้างหนึ่งปิดหูร้องห้าม

“ไม่จริงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง”

แล้วตอนนั้นเองปลายมีดก็พุ่งเข้าใส่ตา

คนถูกโจมตีหยุดหายใจเฮือกหนึ่ง  แล้วร่างกายก็สั่งให้มือข้างที่กำกรรไกรไว้เหวี่ยงด้านปลายนั้นใส่โต้ตอบกลับก่อนสมองจะห้ามทัน

เดี๋ยว

สัญญาณในสมองสั่งการต่อในเสี้ยววินาทีต่อมา

อย่า

เดี๋ยวซาวามูระจะ!!!!!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s