Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [True End]

ที่แต่งมาทั้งหมดก็เพื่อตอนนี้ตอนเดียวค่ะ

แรงบันดาลใจคือหมั่นไส้ที่มิยูกิไปหว่านเสน่ห์ไว้ทั่วจนอดคิดขึ้นไม่ได้แล้วขืนมีคนตกบ่วงแบบจริงจังขึ้นมาจะรับผิดชอบไงห้ะ…เลยออกมาเป็นแบบนี้แหละค่ะ

แต่งไปก็สงสารไป  แต่ขอโทษนะ…หมั่นไส้มากกว่าน่ะ…//โดนชก

 

แล้วก็อย่างที่บอกว่าได้แนวมาจากเกม Kurui Tsuki (狂い月)  มันเลยออกมาเป็นแบบนี้แหละค่ะ //มุดหนี

 

หมายเหตุ : ด้วยความงี่เง่าของเวิร์ดเพรสหรือไม่เราก็ใช้ไม่เป็นเองทำให้ต้องใช้วิธีจัดหน้าแบบพิเศษค่ะ  ถ้าลากคลุมดำคงเห็นแน่ ๆ ดังนั้นอย่าลากนะคะ //ไม่ใช่ยิ่งห้ามยิ่งอยากดูนะ…

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


เอย์จุนหยุดถามเลขห้องจากพยาบาลตรงเคาน์เตอร์บริการ  ก่อนจะสาวเท้าเดินบนระเบียง  กวาดสายตามองเลขห้องไปเรื่อย ๆ

ผ่านมาได้ประมาณสองวันหลัง ‘คดีฆาตกรรมนักกีฬาโรงเรียนมัธยมปลายเซย์โด’ เกิดขึ้น  เขาผู้เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเพิ่งจะได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังพักดูอาการมาหนึ่งวัน  แต่ก็ยังต้องมีตำรวจคอยประกบอยู่เสมอ

พ่อกับแม่เขาจะเดินทางมาหาในคืนนี้  และวันพรุ่งนี้เขาต้องเตรียมให้ปากคำกับตำรวจอย่างเป็นทางการ

หลังจากฟื้นขึ้นมาและพบว่าตัวเองออกมาจากตึกเรียนแห่งนั้นได้  เรื่องทุกอย่างก็ผ่านไปเร็วเกินกว่าเขาจะทำความเข้าใจไหว  เขารู้เพียงแค่ว่าเพื่อนร่วมทีม…และรุ่นพี่ของเขาหลายคนจากโลกนี้ไปเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้  แต่พอมาถึงจุดนี้  แทนที่เขาจะร้องไห้ฟูมฟายหรือกรีดร้องบ้าคลั่ง  เขากลับรู้สึกชาไปทั่วตัวจนแม้แต่น้ำตาก็ไม่ไหลออกมาสักหยดเดียว

คงเป็นเพราะเขารับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้ว

ตั้งแต่ที่ ‘ฟูจิซากิ’ ใช้ร่างของเขา

เขารับรู้ทุกอย่าง  เห็นทุกอย่าง  สัมผัสได้ทุกอย่าง  แต่ไม่อาจทำอะไรได้  ไม่อาจดิ้นรนห้ามคนยึดร่างเขาได้แม้แต่นิดเดียว

แม้จะรวบรวมแรงทั้งหมดต่อสู้ขัดขืนเพียงใด  สุดท้ายก็ทำได้แค่พูดความในใจออกมาสั้น ๆ ตอนวินาทีสุดท้าย

พอคิดถึงตรงนี้  หัวใจเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมา  หัวก็เจ็บแปลบขึ้นมา  ก้อนแข็ง ๆ ก็ผุดจากความว่างเปล่าขึ้นมาในอก  รู้สึกหน้ามืด  ตาลาย  ภาพตรงหน้าเริ่มมืดมัวลง  อยากอาเจียน  อยากตะโกน  อยากเปล่งเสียงบางอย่างออกมาจากคอเพื่อขับไล่อาการเหล่านั้นออกไปแต่ก็ไม่มีอะไรออกมาแม้แต่ลมหายใจ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า…ความรู้สึกผิดสินะ

ทุกอย่างหนักหนาเกินกว่าเด็กม.ปลายอย่างเขาจะรับไหว  อดีตที่ผ่านมารวมตัวกลายเป็นก้อนน้ำหนักที่มองไม่เห็นกดอยู่บนไหล่เขาตลอดเวลาที่ลืมตาหรือยามหลับ  ทิ้งน้ำหนักอย่างไม่ปรานีกดตัวเขาหวังให้จมดินสลายกลายเป็นฝุ่นธุลี  แต่เขาก็ต้องทนรับน้ำหนักนั้นไว้เพราะไม่อาจหายตัวหนีไปไหนได้

นี่ขนาดเขาเป็น ‘ผู้เสียหาย’

แล้วคน ๆ นั้นจะเป็นยังไง?

หลังจากเขาได้รับอิสระเพิ่มขึ้น  เขาก็ขอร้องตำรวจขออนุญาตมาเยี่ยมรุ่นพี่คนหนึ่งทันทีที่มีโอกาส

และวันนี้เขามาที่นี่เพื่อมาหาคน ๆ นั้น

มาหามิยูกิ

.

.

.

.

.

.

เอย์จุนหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้อง  เขายกมือขึ้นเตรียมจะเคาะประตูแต่ก็ชะงัก  ก่อนจะหันไปมองคนที่ตามมาด้านหลัง  “ขอผมเข้าไปคนเดียวได้ไหมครับ?”

ตำรวจนอกเครื่องแบบทำหน้าลังเลเล็กน้อย  แต่ก็ตอบเสียงห้วน ๆ กลับ  “อย่านานนักละ”

“ขอบคุณครับ”  เขาผงกหัวขอบคุณก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตู

ก็อก  ก็อก

ได้ยินเสียงดังกุกกักแว่วลอดบานประตูออกมา  ผ่านไปสักประมาณนาทีกลอนประตูก็ส่งเสียงดังกริ๊ก  แล้วประตูก็แง้มเข้าไปข้างใน

“…ซาวามูระ?”

คนในห้องส่งเสียงแปลกใจขึ้นเมื่อยื่นหน้ามาดูแขก

“ขอรบกวนหน่อยนะครับ”  คนมาหาไม่รอคำอนุญาต  รีบแทรกตัวผ่านช่องว่างระหว่างบานประตูกับกรอบผนังเข้าไปข้างใน

“เฮ้ยเดี๋ยว!!!”  เจ้าของห้องอุทานเสียงหลง  แล้วหันไปด้านนอกห้องแล้วนิ่งไปแวบหนึ่ง  เขาผงกหัวเบา ๆ คล้ายทำความเคารพคนนอกห้องก่อนจะดึงประตูปิดกลับมา

ระหว่างนั้นรุ่นน้องไม่รอช้า  รีบเดินตรงไปลากเก้าอี้สำหรับนั่งเฝ้าคนไข้มาไว้ข้างเตียงแล้วหย่อนตัวลงนั่งโดยไม่รอคำอนุญาตใด ๆ ทั้งสิ้น  “รุ่นพี่เป็นไงบ้างแล้ว?”

“นายนั่นแหละมานี่ได้ไง!!?”  มิยูกิในชุดคนไข้เดินลากเสาน้ำเกลือกลับมาแบบทุลักทุเล

“ผมขอคุณตำรวจมาหารุ่นพี่แทนทุกคนเองแหละครับ”  คนมาเยี่ยมยิ้มยิงฟันใส่

“ตำรวจเขาจะอนุญาตนายมาหาผู้ต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกรอย่างฉันได้ไงเล่า!!”  อีกฝ่ายโวยใส่ขณะหย่อนตัวเองลงนั่งบนเตียง  “แถมนี่แปลว่าพยาบาลก็ยอมบอกเลขห้องด้วย?  ตำรวจญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้หละหลวมเกินไปแล้วนะ!!!”  แถมยังบ่นยาวพรืดต่อมาอีก

ใช่แล้ว  ตอนนี้มิยูกิ  คาสุยะอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกรในคดี

แม้ผู้รอดชีวิตทุกคนจะยืนยันว่าฟูจิซากิ  มิสึรุ  ซึ่งเสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุเช่นกันเป็นคนก่อคดี  แต่เนื่องจากตัวเขาก็ไม่สามารถฟื้นมาให้ปากคำได้  จึงไม่อาจเชื่อถือคำให้การได้ร้อยเปอร์เซ็น

ผู้คนต่างสงสัยว่าฟูจิซากิฆ่าตัวตายเอง  หรือถูกคนอื่นจัดฉากว่าฆ่าตัวตาย

มิยูกิ  คาสุยะจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยเนื่องจากเคยรู้จักกับเขา

ถึงทุกคนจะยืนกรานว่ามิยูกิไม่ผิด  แต่ในเมื่อพยานทุกคนอยู่เซย์โด  จึงมีบางคนเห็นว่าพวกเขาอาจจะช่วยปกปิดความผิดก็ได้

และหลายคนประกาศกร้าวว่ามิยูกิเป็นคนลงมือเองไม่ผิดแน่

จะเป็นไปได้ยังไง

รุ่นพี่มิยูกิจะฆ่าเพื่อนร่วมทีมตัวเองทำไม

แม้เขาจะยืนยันเสียงแข็งว่าไม่มีทาง  แต่ก็ไม่อาจเล่าความจริงได้หมด  เพราะคงไม่มีใครเชื่อเรื่องวิญญาณนางาทานิ  หรือมิติห้องปิดตายอะไรแน่

คำให้การหละหลวม  เต็มไปด้วยข้อสงสัยเนื่องจากเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมดเลยกลายเป็นโซ่ผูกมัดตัวกัปตันจนแทบดิ้นไม่หลุด

ถึงเจตนาจะมีเพื่อช่วยเขาก็ตาม

เอย์จุนปล่อยคำบ่นของคนตรงหน้าผ่านหูไป  แล้วดึงกลับเข้าคำถามเดิมขณะเหลือบตามองเสาน้ำเกลือข้างเตียง  “แล้วตกลงรุ่นพี่เป็นไงบ้างครับ?”

“หือ  ฉันเรอะ?”  อีกฝ่ายยกข้อมือที่เสียบสายน้ำเกลือไว้คล้ายรู้ตัว  “ก็ไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย  รำคาญสายน้ำเกลือนี่จะตายอยู่แล้ว”

คนถามลอบมองสีหน้ารุ่นพี่ที่ยังซีดเซียวไม่หาย  ดูยังไงก็ไม่น่า ‘ไม่เป็นอะไร’ เห็น ๆ

“แล้วพวกคุราโมจิเป็นไงบ้าง?”  มิยูกิถามกลับ  ถึงวิธีพูดฟังดูคล้ายไม่ติดใจอะไรมาก  แต่ก็สัมผัสความกังวลได้จากน้ำเสียงอย่างชัดเจน

“ทุกคนสบายดีครับ”  เอย์จุนตอบเสียงอ้อมแอ้ม

ทุกคนสบายดี

ถ้าในด้านร่างกายนะ

แม้คุราโมจิหรือโอคุมูระจะไล่บอกว่าเป็นห่วงตัวเองไป  หรือเซโตะไม่ก็อาซาดะต่างอ้างว่าไม่เป็นไร  แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าใจจริงทุกคนไม่ได้คิดอย่างนั้น

ความกังวลแผ่ตัวออกมารวมตัวกลายเป็นก้อนดำมืดห่อหุ้มทุกคนเอาไว้

คงอีกนานกว่าจะจางหายไป

“เหรอ…”  คนถามคงเดาความคิดในใจออกจึงทำเพียงตอบรับสั้น ๆ แล้วเงียบลง

ในห้องเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศดังหึ่งในอากาศ  แสงลอดทะลุผ่านม่านตรงหน้าต่างเพิ่มความสดชื่นในห้อง  แต่ก็ไม่อาจเอาชนะบรรยากาศขมุกขมัวที่เริ่มก่อตัวหนาขึ้นได้  นาฬิกาบนผนังขยับเข็มเคลื่อนไปเพิ่มอีกหนึ่งองศา  บอกทางอ้อมว่าเวลาน้อยลงขึ้นแล้ว

“ผม…ขอโทษ”

สุดท้ายเอย์จุนก็ทนไม่ไหว  เปิดปากออกมาก่อน

“ขอโทษอะไร”  อีกฝ่ายถาม

“ถ้าผมหยุดรุ่นพี่ฟูจิซากิได้…ทุกคนก็คง………..”  เมื่อคำพูดไหลออกจากปากแล้วก็ไม่อาจหยุดได้  “ถ้าผมแข็งแกร่งพอหยุดเขาได้  คุณก็คง………”

“ฉันก็ต้องขอโทษเหมือนกัน”  มิยูกิพูดขัด  “เพราะฉัน  เขาเลยกลายเป็นแบบนั้น”

“แต่รุ่นพี่ไม่ได้ตั้งใจนี่!!!!”  รุ่นน้องขึ้นเสียงสวนกลับ  “รุ่นพี่ก็แค่หวังดีกับเขา  แต่เขา–!!!!!!!”

“ก็เหมือนกับนายนั่นแหละ”  อีกฝ่ายจ้องตากลับ  “หรือนายจะบอกว่านายตั้งใจปล่อยเขาทำแบบนั้น?”

เอย์จุนชะงัก  พ่ายแพ้เหตุผลในประโยคสวนจนต้องทรุดตัวลงบนเก้าอี้อีกหน  “ผมไม่…”

“ฉันก็ไม่นึกว่าเขาจะเป็นแบบนั้น”  คนตรงหน้าพูดเสียงเบา  กัดปากตัวเองน้อย ๆ  “แต่ในเมื่อฟูจิซากิเป็นแบบนั้นเพราะฉัน  ฉันก็ทำอะไรไม่ได้แล้วละ  จะแก้ตัวไปก็ไร้ประโยชน์”

“รุ่นพี่…”  หัวใจของคนฟังเจ็บแปลบขึ้นมาจนต้องเอามือกดเอาไว้

อีกฝ่ายเบือนสายตาไปมองทางนาฬิกา  “จะบอกว่าฉันฆ่าทุกคน…ก็คงไม่แปลกหรอก”

“ไม่จริง!!!!!”

รุ่นน้องตะโกนกร้าวขึ้นมาพร้อมผุดลุกจากเก้าอี้

“ซาวามูระ…?”

“คุณไม่ผิด  คุณไม่ได้ทำอะไรผิด  คุณไม่ใช่ต้นเหตุ  คุณไม่…”  แล้วทำนบน้ำตาก็แตกออกมาอย่างห้ามไม่ได้  ภาพตรงหน้าพร่าเลือนจนมองหน้าอีกฝ่ายไม่เห็น  เสียงหายไปในหลอดลมคอ  กลายเป็นเสียงสะอื้นทะลักออกมาจนหยุดไม่อยู่

มันไม่ใช่ความผิดของรุ่นพี่

ไม่ใช่เลย

เอย์จุนรีบปาดน้ำตาออก  พยายามบังคับตัวเองให้พูดต่อ  แต่มือข้างหนึ่งก็วางลงบนหัวตนเองก่อนจะได้ขยับปากส่งเสียงออกมา

“ขอบใจ”

หยดน้ำในดวงตาลดความคมชัดของภาพตรงหน้าไปเกินกว่าครึ่ง  แต่เขาก็อยากหลอกตัวเองว่าเจ้าของมือนั้นกำลังยิ้มให้

ดวงตาร้อนผ่าวจนหยดน้ำกลั่นตัวไหลออกมาอีก

เขาอยู่ในอาการแบบนั้นไปสักพักหนึ่งจนเริ่มหยุดตัวเองไหว  เลยยกมือปาดหยดน้ำทั้งหมดออกจากใบหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตรง ๆ คล้ายอยากบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว  เมื่ออีกฝ่ายเห็นดังนั้นก็ยกมือออก  วางมันลงกับผ้าปูเตียงข้างตัวแทน

“แต่ก็นะ…”  มิยูกิขยับปากขึ้นช้า ๆ  เหมือนลังเลว่าจะพูดดีไหม  “สมมติว่า…ฉันเกิดโดนจับเข้าจริง ๆ….ก็ต้องขอโทษล่วงหน้าด้วยละ”

“……โดนจับ?”  เสียงคนร้องไห้ยังคงสั่นเครือน้อย ๆ

“ฉันคง…พาพวกนายไปโคชิเอ็งด้วยกันไม่ได้แล้วน่ะ”

ในหัวคนฟังกลายเป็นสีขาวไปแวบหนึ่ง

แล้วความคิดก็เริ่มผุดขึ้นมา

นั่น….สินะ

ถ้ารุ่นพี่มิยูกิโดนจับ  เขาก็ไปโคชิเอ็งด้วย….ไม่ได้

…………อย่าว่าแต่เรื่องโดนจับเลย  แค่ตอนนี้ทีมพวกเขาจะไปโคชิเอ็งได้ไหมก็ยังไม่รู้

ไม่ก็โคชิเอ็ง…คงไม่มาเยือนพวกเขาเลยตั้งแต่แรก

ฮารุอิจิบอกว่าคดีนี้อาจส่งผลกระทบถึงวงการเบสบอลม.ปลายจนอาจต้องยกเลิกการแข่งทั้งปีนี้ไป

แต่ถ้ายกเลิกการแข่งทั้งหมดไปเริ่มปีหน้าแทน  พวกรุ่นพี่ปีสาม…….รุ่นพี่มิยูกิก็จะเรียนจบไปก่อน

ไม่สิ  ถ้าโดนจับ ถึงจะมีแข่งตามปกติ  เขาก็จะไม่ได้ลงแข่ง

ไม่ได้ลงแข่ง

ไม่ได้จับคู่ลงแข่ง…กับตน

“ผมจะช่วยรุ่นพี่เองครับ”

คำพูดนั้นดังออกมาชัดเจนจนตัวคนพูดยังนึกแปลกใจ

“หืม?”  คนตรงหน้ามองกลับด้วยแววตาสงสัย

“ผม…ไม่สิ  ทุกคนจะช่วยให้ปากคำที่ช่วยรุ่นพี่เองครับ”  เขาทำสายตาแน่วแน่กลับ  “พวกผมจะทำทุกวิถีทางให้รุ่นพี่ไปโคชิเอ็งปีนี้ให้ได้แน่นอนครับ!!”

“…….มันไม่ง่ายขนาดนั้นสิ”  คนตรงหน้ายิ้มเศร้า ๆ กลับมา

เอย์จุนคว้ามืออีกฝ่ายที่วางไว้บนเตียงขึ้นมากุมไว้แน่น  แล้วยื่นหน้าเข้าไปมองตรง ๆ เหมือนไม่ปล่อยให้หลบตาหนี  “พวกผม…ผมจะทำให้ได้แน่นอนครับ!!”

“อะ…เออ…”  คนตรงหน้าผงะถอยออกเล็กน้อยคล้ายตกใจ  แต่สุดท้ายก็พ่นเสียงหัวเราะออกมา  “ฮะฮะ  ยากหน่อยละ”

“ซาวามูระคนนี้ไม่กลัวอยู่แล้ว!!”  รุ่นน้องฉีกยิ้มกว้างให้  ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้เหมือนเดิม

“ปากน่ะพูดได้  เอาเข้าจริงอย่ามาเงอะ ๆ งะ ๆ แล้วกันละ  เดี๋ยวฉันยิ่งน่าสงสัยใหญ่”  มิยูกิเริ่มพูดติดตลก  เขาคงผ่อนคลายลงบ้างแล้ว

“โหย  เชื่อใจกันบ้างไหมเนี่ย!!!”  เอย์จุนเบ้ปาก

“ในบรรดาคนในกลุ่มนั้นนี่ฉันเป็นห่วงนายสุดละ”  กัปตันพูดหน้าตาย

“ไหงงั้น!!!”

“ก็เดาไม่ออกว่านายจะพูดอะไรงี่เง่าออกมาหรือเปล่าน่ะสิ”  รุ่นพี่ยังแขวะต่อ

“ผมก็ไม่ได้ทำอะไรงี่เง่าตลอดเวลาซะหน่อย!!”

“เรอะ  ไม่ยักรู้!!!”

“เชื่อกันบ้างเซ่!!  เป็นแบตเตอรี่กันไม่ใช่เรอะ!!!”

“เกี่ยวด้วยเหรอเนี่ย?”

“ก็เกี่ยวน่ะสิ!!!!”

ก็อกก็อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดบทสนทนาของทั้งคู่เสียก่อนจะได้ต่อปากต่อคำกันยาวกว่านี้

“อ้ะ  ผมเปิดเอง”  เอย์จุนปล่อยมือออกแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตู  อีกฟากหนึ่งมีผู้หญิงในชุดพยาบาลยืนอยู่  “มิยูกิคุง  คุณหมอขอพบหน่อยได้ไหม”

“อะ  ครับ”  เจ้าของชื่อก้าวลงจากเตียงแล้วลากเสาน้ำเกลือตามมา  พอมาถึงหน้าประตูก็หันมามองทางคนเยี่ยมที่เบี่ยงตัวหลบให้  “ไว้เจอกัน”

ทั้งคู่มองตากันคล้ายส่งถ้อยความทางสายตา  ก่อนรุ่นน้องจะพยักหน้ารับ  “ครับ”

อีกฝ่ายยิ้มกลับให้  แล้วเดินหายไปจากประตู

ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ตามมากับเขายิงคำถามผ่านสายตามาให้  เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะลองอ้าปากขอดู  “ขอเวลาอีกแป๊บได้ไหมครับ”

คนติดตามมาเลิกคิ้วขึ้น  แต่ก็ตอบกลับสั้น ๆ  “อย่านานนักละ”

เอย์จุนก้มหัวขอบคุณแล้วปิดประตูกลับไป

.

.

.

.

.

.

ในห้องเหลือเพียงเขาคนเดียว  เสียงแอร์ยังดังก้องอยู่ในห้อง  มีเสียงเข็มนาฬิกาขยับดังขัดขึ้นเบา ๆ  เขาเดินกลับไปยังเก้าอี้เฝ้าคนไข้  ทิ้งตัวลงนั่งเบา ๆ แล้วเอามือแตะบริเวณที่รุ่นพี่ในทีมนั่งก่อนหน้านี้

ความอุ่นจากตัวอีกฝ่ายยังคงทิ้งร่องรอยไว้จาง ๆ  เอย์จุนถอนหายใจยาวแล้วหลับตาลง

ภาพในหัวย้อนกลับไปก่อนทุกอย่างจะเกิดขึ้น

.

.

.

.

.

.

“หืม  นั่นรุ่นพี่ฟูจิซากินี่?”

เอย์จุนทักขึ้นเมื่อเห็นร่างของอดีตเพื่อนร่วมทีมสมัยมัธยมของมิยูกิเดินแวบหายไปข้างทางขณะเดินแบกของไปยังตึกที่ใช้เป็นห้องพักชั่วคราวในค่ายครั้งนี้  พวกเขารู้จักกันตอนมิยูกิแนะนำให้หลังอีกฝ่ายเดินมาทักก่อนขณะเตรียมตัวรอพิธีเปิด

“คนที่อยู่ทีมเดียวกับรุ่นพี่ตอนม.ต้นสินะ”  ฮารุอิจิพูดขึ้นบ้าง  “แต่ทางนั้นมันไปทางภูเขานี่นา”  เขาหันสายตาไปมองภูเขาลูกเตี้ย ๆ ซึ่งตั้งอยู่หลังโรงเรียน  “ไปไหนกันนะ…”

“ไปเอาของอะไรหรือเปล่า”  คนเห็นคนแรกเปิดประเด็น  “รุ่นพี่ทำหน้าที่ดูแลทีมอื่น ๆ ที่มาเข้าค่ายด้วยใช่มะ?  อาจจะมีห้องเก็บของอยู่ตรงนั้นก็ได้”

“ก็อาจจะใช่…”  คนผมสีซากุระยังทำหน้าแปลกใจแต่ก็ปล่อยผ่านไป

เอย์จุนมองตามด้วยความสงสัย  ก่อนจะตัดสินใจปลดกระเป๋าออกจากไหล่แล้วยัดใส่มือฟุรุยะที่เดินตามมาทีหลัง  “ฟุรุยะ  ฝากหน่อย”

“เอ๊ะ?”  อีกฝ่ายอุทาน  เกือบทำกระเป๋าตกเพราะถูกยัดเยียดใส่กระทันหัน

“ถ้าเขาไปเอาของจริงละก็คนเดียวคงขนไม่ไหวแน่  ฉันไปช่วยดีกว่า”  ตนพูดทิ้งไว้อย่างนั้นแล้วก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไปทันที

“เดี๋ยวสิเอย์จุนคุง!!  โค้ชบอกให้เอาของไปเก็บแล้วมาเจอกันอีกสิบนาทีให้หลังนะ!!!”  เพื่อนสนิทรีบตะโกนไล่หลังมา

“แป๊บเดียวน่า  เดี๋ยวตามไป!!!”  เขาหันมาพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนรีบสาวเท้าเดินตามไป

ทางที่เห็นฟูจิซากิเดินไปเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ  สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้รกทึบจนแวบแรกอดนึกไม่ได้ว่าตนมาทางผิดหรือเปล่า  แต่เมื่อหันมองกลับไปก็ยังเห็นตึกเรียนใหม่เอี่ยมอ่องตั้งสูงตระหง่านเหนือทิวไม้  เขาจึงกล้าเดินต่อไปตามทางนั้น  พอเดินไปสักพักก็หลุดพ้นดงต้นไม้ได้สำเร็จ  ภาพตรงหน้าที่เห็นคืออาคารไม้เก่าจนเหมือนทรุดตัวพังได้ทุกเมื่อความสูงประมาณสี่ชั้นตั้งอยู่ติดเนินเขา  ตรงหน้ามีลานกว้างซึ่งบัดนี้ต้นหญ้าขึ้นสูงเกือบถึงเอว  ดูแล้วพอคาดได้ว่าคงถูกทิ้งร้างมานาน

มีอาคารเรียนเก่าอยู่ตรงนี้ด้วยเหรอ…

คนตามมาเงยหน้ามองด้วยความแปลกใจ  แล้วตอนนั้นเองเขาก็เห็นร่างของฟูจิซากิหายวับเข้าไปในประตูตึกตรงกลาง

รุ่นพี่ฟูจิซากิมาทำอะไรที่นี่?

เขาไม่รอช้ารีบเดินตามเข้าไป

.

.

.

.

.

.

กลิ่นเหม็นอับโชยเข้าจมูกทันทีที่แง้มประตู

“อุ๊บ”  เอย์จุนอดอุทานออกมาได้แล้วรีบเอามือปิดประตู  กลิ่นจากราไม่ก็ตะไคร่ข้างในอบอวลเสียจนหายใจแทบไม่ออก  ความสงสัยว่าอีกฝ่ายมาทำอะไรในที่แบบนี้ยิ่งเพิ่มพูนจนเขาต้องรีบกวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อมองหาตัว  ก่อนจะได้ยินเสียงเลื่อนดังแอ๊ดของประตูดังขึ้นมาจากทางด้านซ้ายมือ

ทางนั้น…?

เขาค่อย ๆ เดินไปตามระเบียงไม้เก่าคร่ำคร่าจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกรอบยามวางเท้า  ก่อนจะเห็นประตูไม้แบบบานเลื่อนของห้อง ๆ หนึ่งแง้มไว้เล็กน้อยคล้ายดึงปิดไม่หมด  เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นป้าย ‘ห้องประชุม’ เก่า ๆ จนแทบอ่านตัวหนังสือไม่ออกแขวนไว้เหนือศีรษะ

รุ่นพี่มาทำอะไรที่นี่กันแน่เนี่ย

ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน  เอย์จุนก้มมองบานเลื่อนของประตูตรงหน้า  ชั่งใจว่าจะเปิดออกดีไหม  แล้วตอนนั้นเองแสงสีแดงสดก็ส่องสว่างขึ้นจากข้างใน  ลอดผ่านช่องว่างของบานประตูสาดเข้าใส่ตาเขาเต็ม ๆ

“เหวอ!!!!!!!”

เขาตกใจจนเสียการทรงตัว  หงายหลังล้มลงไปนั่งกับพื้น

เมื่อกี๊มันอะไร!!!?

ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม  พอตั้งสติได้เอย์จุนก็รีบลุกขึ้น  ออกแรงเลื่อนบานประตูบานนั้นพุ่งตัวเข้าไปข้างใน

ก่อนจะหยุดยืนค้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้าฉายเข้านัยน์ตา

ฟูจิซากิ  มิสึรุยืนอยู่กลางห้อง  ตรงพื้นส่องสว่างเป็นแสงสีแดงคล้ายวงแหวนเวทที่เห็นตามหนัง  ตรงหน้าเขามีก้อนแสงสีแดงค่อย ๆ ลอยรวมตัวกันเป็นร่างคนสวมเสื้อคลุมช้า ๆ

“ฮะฮะ…….ฮะฮะฮะ……สำเร็จ……..สำเร็จ!!!!!”  คนในห้องตะโกนด้วยเสียงตื่นเต้น  เขาไม่หันมามองทางผู้มาใหม่เลยสักนิด  ท่าทางคล้ายไม่ได้รับรู้ว่ามีคนอื่นนอกจากตนอยู่ในห้องนี้ด้วย

“เฮ้ย!!!!!!!!!!!!!!!!”  ความตกใจทำเอย์จุนยั้งปากตัวเองไม่อยู่  เขาตะโกนเสียงหลงแล้วรีบก้าวเท้าขยับเข้าไปอีก

ตอนนั้นเองที่อีกฝ่ายรู้สึกตัว  คนตรงหน้าหันควับมามองพร้อมตะโกนกร้าว  “นั่นใคร!!!”

สายตาเอย์จุนพลันเห็นมือของเขากุมมีดเอาไว้  และเขาใช้มือข้างนั้นกดข้อมือตัวเองอีกข้างด้วย

“ระ…รุ่นพี่ฟูจิซากิ!!!”  คนเห็นเหตุการณ์ค่อย ๆ ขยับเท้าเข้าไปใกล้ ๆ  “นี่มันอะไรครับ!!?”  แล้วชี้นิ้วไปยังเงาคนในเสื้อคลุมซึ่งเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างได้ครึ่งตัว

“นี่แก…มาที่นี่ได้ไง!!!!”  ฟูจิซากิตะโกนกลับแล้วสาวเท้าตรงมาหาอย่างรวดเร็ว

“เหวอ!!!”  คนบุกรุกร้องเสียงหลง  รีบถอยตัวออกห่าง

แต่ก็ไม่ทันการณ์  คอเสื้อของเขาถูกมือข้างที่ถือมีดกระชากอย่างแรงจนเสียการทรงตัว  แล้วถูกจับเหวี่ยงลงบนพื้นด้วยแรงมหาศาลจนไม่น่าเชื่อว่าคนผอม ๆ ตรงหน้าจะทำได้  ตัวเขาล้มลงไปนอนกับพื้น  ความเจ็บแล่นแปลบไปทั่วไหล่จนต้องร้องออกมา  “โอ๊ย!!!”

ก่อนผิวหนังบนมือจะสัมผัสบางอย่างได้

ของเหลว…หนืด ๆ?

เอย์จุนฝืนลืมตาขึ้นแล้ยกมือตัวเองมาดู  ในห้องสว่างด้วยแสงสีแดงจนเกือบกลบสีอื่นไปจนหมดสิ้น  แต่เขาแน่ใจว่าสีแดงเข้มของของเหลวบนมือตนมีสีแบบนี้มาตั้งแต่แรก

กลิ่นเหล็กโชยเข้าจมูกจาง ๆ ลบกลิ่นเหม็นอับไปจนหมด

นี่มัน………..เลือด?

ก่อนจะเห็นว่าแสงสว่างเหล่านั้นส่องขึ้นเป็นลวดลายตามรอยเส้นสีแดงบนพื้น

อาการคลื่นไส้แล่นขึ้นจุกคอในวินาทีต่อมา

“มีคนตามมาเหรอเนี่ย…”  คนตรงหน้าพูดเสียงเบาคล้ายพึมพำกับตัวเอง  “แต่ก็เอาเถอะ…ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว….ถึงจะเร็วไปหน่อยแต่ก็เริ่มเลยแล้วกัน…”

“พะ…พูดอะไรของคุณครับ!!?”  คนถูกจับเหวี่ยงรีบเขยิบตัวออกห่างเท่าที่ทำได้  นึกแขยงยามสัมผัสอุ่นชืด ๆ ของเหลวที่ใช้วาดลวดลายเปรอะเปื้อนฝ่ามือ

“นายชื่อ…อะไรนะ?  ช่างเถอะ”  ฟูจิซากิมองลงมายังตนเองด้วยแววตาเย็นชาคล้ายมองแมลงบนพื้น  ก่อนจะยกมีดในมือขึ้นโชว์ให้ดู  “เดี๋ยวนายก็จะตายอยู่ดี”

ตาย?

สมองไม่อาจทำความเข้าใจได้ทันควัน

“ขอโทษนะ  ผมเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอก”  สีหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง  แต่แววตานั้นดูก็รู้ว่าไม่ได้คิดอย่างที่พูดสักนิด  “แต่เพื่อมิยูกิคุงแล้วผมต้องทำแบบนี้”

เพื่อ…มิยูกิคุง?

รุ่นพี่มิยูกิ?

“เพื่อผมจะได้มิยูกิคุงมา  นายจำเป็นต้องหายไป”  ฟูจิซากิพูดเสียงเบาแล้วขยับเข้ามาใกล้

“ได้รุ่นพี่มิยูกิ…คือ?”  เอย์จุนไม่อาจปิดความสับสนไหว  หลังของเขาชนเข้ากับอะไรสักอย่างหลังเขยิบตัวถอยหนีมาได้สักพัก  เมื่อรีบหันกลับไปมองก็เห็นเงาในผ้าคลุมก่อตัวจนเกือบถึงช่วงขาแล้ว

สวบ

แล้วของแข็ง ๆ ก็กดเข้าที่ท้อง

“อะ…..”

พอหันกลับมาดูก็เห็นอีกฝ่ายเอามือข้างที่กุมมีดไว้กดลงบนท้องตัวเอง

“มิยูกิคุงต้องเป็นของผม  ของผมคนเดียวเท่านั้น”

ของ…รุ่นพี่ฟูจิซากิ

คน ๆ นี้พูดอะไร

ไม่เห็นรู้เรื่อง

ไม่เห็น—

มิยูกิคุง

มิยูกิคุง  มิยูกิคุง

ก่อนตนจะได้อ้าปากสวนกลับ  ในหัวก็ได้ยินเสียงดังคล้ายเสียงกระซิบวนเวียนไปมาในหัว

…………………………………..มิยูกิคุง  มิยูกิคุง  มิยูกิคุง

…………………………………………………………….มิยูกิคุง  มิยูกิคุง  มิยูกิคุงมิยูกิคุง         มิยูกิคุง

……………………………………………….มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง          มิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง             มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง          มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

………………………………………………………………………มิยูกิคุง   มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง  มิยูกิคุงมิยูกิคุง  มิยูกิคุง

มิยูกิคุง

มิยูกิคุงของผม

มิยูกิคุงของผมคนเดียว

มิยูกิคุงต้องเป็นของผมคนเดียว

มิยูกิคุงต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียว

มิยูกิคุงต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียว

มิยูกิคุงต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียว

มิยูกิคุงต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียวต้องเป็นของผมคนเดียวผมไม่มีทางยกนายให้ใครผมไม่มีทางปล่อยนายไปไหนนายต้องอยู่กับผมต้องอยู่กับผมต้องอยู่กับผมต้องอยู่ด้วยกันกับผมต้องช่วยผมต้องไม่จากผมไปไหนฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะอะฮะฮะฮะฮะฮะเดี๋ยวฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะนี่มันฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะอะไรฮะฮะฮะฮะจงมองผมจงมองผมจงมองผมฮะฮะฮะฮะหยุดฮะฮะฮะฮะฮะฮะเดี๋ยวฮะฮะฮะฮะฮะฮะนี้จงมองผมจงมองผมจงมองผมจงมองผมจงมองผมจงมองผมจงมองผมอย่าทิ้งผมไปอย่าทิ้งผมไปอย่าทิ้งผมไปอย่าทิ้งผมไปอย่าทิ้งผมไปทำไมทุกคนถึงไม่มองฉันทำไมทุกคนถึงไม่สนใจฮะฮะฮะฮะฮะมิยูกิคุงมิยูกิคุงเดี๋ยวมิยูกิคุงทำไมทุกคนฮะฮะฮะฮะฮะไม่มองฉันฮะฮะฮะฮะมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมองฉันสินี่มันอย่าทิ้งผมอย่าทิ้งผมเกิดอะไรจงมองฉันจงมองฉันจงมองผมได้โปรดอยู่กับผมได้โปรดขึ้นกันแน่จงมองผมจงมองผมมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงของผมของผมของผมของผมของผมของผมของผมของผมของผมของผมของผมฮะฮะฮะฮะจงมองฉันจงมองฉันจงให้ความสำคัญกับผมฮะฮะฮะฮะมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุงมิยูกิคุง

มิยูกิคุง

มิยูกิคุง

มิยูกิคุง

มิยูกิคุง

มิยูกิ

มิ  ยูกิ

 

 

 

 

 

“อะ…”

เสียงของฟุจิซากิดังแว่วขึ้นพร้อมกับเสียงคล้ายสำลักน้ำ

ปากของเขามีของเหลวสีแดงเข้มไหลย้อนขึ้นมาในจังหวะเดียวกับของเหลวสีเดียวกันไหลออกจากช่องท้องหยดตามปลายใบมีดก่อนซึมมาบนมือ

“….นี่……..นาย……..”  สีหน้าของเขาฉายความตื่นตระหนกลงในแววตา

เอย์จุนกำมือของเขาแน่น  ออกแรงผลักปลายมีดให้แทงลึกผ่านผิวหนังเข้าไปอีก  แม้จะไม่ได้กำด้ามมีดโดยตรง  แต่ก็สัมผัสได้ว่าปลายมีดแทงทะลุกล้ามเนื้อถึงอวัยวะภายในผ่านปลายนิ้วสั่นเทาของคนตรงหน้า

“…ค่อก…..”  เลือดไหลย้อนขึ้นมาเต็มลำคอแล้วทะลักออกจากปาก  จนเสียงฟังออกมาคล้ายกำลังพูดอยู่ใต้น้ำ  “….ทำไม……..ถึง………”

พอคนบุกรุกแน่ใจว่าปลายมีดไม่อาจแทงเข้าลึกได้มากกว่านี้แล้วเขาก็ปล่อยมือออก  ร่างไร้กำลังของรุ่นพี่ต่างโรงเรียนค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้นในสภาพตะแคงข้าง  ปล่อยของเหลวสีแดงสดเหม็นกลิ่นคาวเหล็กนองไปทั่วพื้น  เขาขยับตัวถอยออกห่างเล็กน้อยคล้ายรังเกียจแล้วเอ่ยปากช้า ๆ  “ขอโทษนะครับ”

“…..แก…….”  อีกฝ่ายสำรอกก้อนเลือดออกมาอีกครั้งเมื่อเปิดปาก

“ผมเองก็………ยอมให้คุณเอารุ่นพี่มิยูกิไปง่าย ๆ ไม่ได้หรอกครับ”

แววตาแทบสูญสิ้นแววของฟูจิซากิสะท้อนใบหน้าเรียบเฉยของเอย์จุน

“……….ไม่……………….”  ร่างบนพื้นค่อย ๆ เขยิบตัวออกห่างแต่ก็ไม่สำเร็จ  ได้แต่ตะกายกองเลือดจากท้องตัวเองอยู่บนพื้นอย่างน่าเวทนา

“ผมจำเป็นต้องมีรุ่นพี่มิยูกิ…จำเป็นต้องมีเขา….ไม่อย่างนั้นผมจะไม่อาจเติบโตขึ้นได้…….”  เอย์จุนย่อตัวลงมองหน้าคนบนพื้นพลางขยับยิ้มเยาะ  “จนถึงตอนนั้น…ผมก็ปล่อยเขาไปให้ใครไม่ได้หรอกครับ”

“……….อะ…………”

“ขอโทษนะครับ  รุ่นพี่ฟูจิซากิ”

แล้วเขาก็ยกมือขึ้นวางเหนือหัวคนตรงหน้า

ตึง

แล้วจับกระแทกพื้นอย่างแรง

เสียงคล้ายคนหายใจไม่ออกดังแว่วขึ้น  ก่อนจะเงียบไป  แล้วร่างบนพื้นก็หยุดการเคลื่อนไหวทั้งมวล

เอย์จุนถอนหายใจ  ลุกขึ้นยืนก่อนหันไปมองคนในผ้าคลุมที่ลอยอยู่กลางอากาศ  แสงที่รวมตัวกันนั้นกำลังสร้างชายผ้าคลุมขึ้นจากความว่างเปล่า  อีกไม่นานตัวคน ๆ นี้ก็คงเสร็จสมบูรณ์

ทำไมเขาเพิ่งรู้สึกตัวเอาตอนนี้นะ

ถ้าไม่ได้เสียงในหัวนั้น  เขาคงไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไรกันแน่

เวลาที่ผ่านมาทำให้เขาเกือบลืมไปแล้วว่ามาอยู่เซย์โดได้ยังไง

นั่นสินะ

นั่นสิ

ทำไมถึงลืมไปได้

ว่าที่จริงแล้วเขาต้องการอะไรกันแน่

ฮะฮะฮะ

ต้องขอบคุณรุ่นพี่ฟูจิซากิ…แล้วก็………..เงาในผ้าคลุมตนนี้ด้วยละสิ

ขอบคุณที่ทำให้เขานึกออก

ว่าที่จริงแล้วทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่

………ใช่แล้ว….

รุ่นพี่มิยูกิ

รุ่นพี่มิยูกิ

รุ่นพี่มิยูกิรุ่นพี่มิยูกิรุ่นพี่มิยูกิรุ่นพี่มิยูกิ

รุ่นพี่นั่นแหละ…คือสิ่งที่ผมต้องการ

“ฮะฮะฮะ………..”

เสียงหัวเราะหลุดออกจากปาก  ดังก้องไปรอบห้อง

“รุ่นพี่มิยูกิ…ใช่แล้ว….รุ่นพี่มิยูกิ….”  ไม่รู้ทำไมเขาถึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้  “คุณสิต้องอยู่กับผม…ต้องเป็นของผม…ต้องอยู่เคียงข้างผม…..”

เสียงหัวเราะเขาดังสะท้อนกำแพงในห้องจนไม่เหลือความเงียบใด ๆ อีกต่อไป

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ!!!!!————-”

.

.

.

.

.

.

เฮ้อ  ให้ตายสิ

แล้วจู่ ๆ ตัวเอย์จุนก็ชะงักค้าง

ไม่นึกว่าจะ “กลายเป็นแบบนี้ได้เลยนะเนี่ย”

ก่อนปากเขาจะขยับเปล่งเสียงออกมา–โดยไม่ได้ตั้งใจ

ตัวเขาหยุดหัวเราะ  ก้มหน้าลงกับพื้นก่อนจะถอนหายใจยาว  ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดู

เดี๋ยว

เมื่อกี๊ฉันพูดอะไรออกไป

ก็ฉันไม่ได้

“เพิ่งรู้ว่านายก็อยากได้มิยูกิคุงเหมือนกันนะ”

ปากของเขาขยับเองอีกครั้ง

“แต่ผมไม่ยกให้นายหรอก…ไม่มีวัน”

หูได้ยินเสียงของตัวเอง  ทั้ง ๆ ที่คำพูดนั้นออกมาจากปากเขาแท้ ๆ แต่สัมผัสกลับคล้ายยืนฟังอยู่ด้านหลัง

ทำไมเขา…บังคับตัวเอง……..ไม่ได้

“ไหน ๆ ก็เป็นแบบนี้แล้ว  ขอยืมร่างนายหน่อยละกันนะ”  ตัวเอย์จุนยกมือขึ้นแนบอก  ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ  “เอาเถอะ  ถ้าใช้ร่างนายคงล่อคนอื่น ๆ ในเซย์โดมาง่ายขึ้นด้วย  แบบนี้ละสิที่เรียกว่าได้อย่างเสียอย่าง?”

หรือว่ารุ่นพี่ฟูจิซากิจะ…

แสงสีแดงบนพื้นจางหายไป  เหลือแต่เพียงร่างในผ้าคลุมลอยอยู่กลางอากาศ  แสงสว่างสีเดียวกันเริ่มจางลงไปเรื่อย ๆ ห้องมืดเริ่มมืดลงจนแทบมองไม่เห็น

เท้าของเอย์จุนขยับก้าวไปข้างหน้า  แล้วกางมือทั้งสองข้างออกยื่นตรงไปหาร่างปริศนาคล้ายอ้าแขนต้อนรับ

“ได้ที่สุดก็ได้เจอสักที  นางาทานิคุง”

เอย์จุนสัมผัสได้ว่าปากตนกำลังแย้มยิ้ม

“ช่วยเป็นกำลังให้ผมที”

ไม่!!!!!

เจ้าของร่างพยายามต่อสู้ดิ้นรน  แต่ก็ถูกแรงบางอย่างที่มองไม่เห็นกดเอาไว้ในส่วนลึกของร่างกาย  ไม่อาจขัดขืนอะไรได้อีกต่อไป

.

.

.

.

.

.

เอย์จุนลืมตาขึ้น

ในห้องยังคงเงียบสงบคล้ายไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

เขาลูบมือไปบนผ้าคล้ายจะสัมผัสไออุ่นที่หลงเหลืออยู่ให้ได้มากที่สุดจนถึงหยดสุดท้าย  ก่อนจะขยับยิ้มมุมปากกับตัวเอง

“ไม่ต้องห่วงนะครับ  รุ่นพี่มิยูกิ…”

มือข้างนั้นออกแรงเกร็งจิกลงไปในผ้า

“ผมจะไม่ปล่อยให้คุณเป็นอะไร…จะไม่ปล่อยคุณตกอยู่ในมือใคร…อีกต่อไปแล้ว”

รอยยิ้มค่อย ๆ ฉีกกว้าง

“เราจะอยู่ไปด้วยกันนะครับ…รุ่นพี่”

รุ่นพี่มิยูกิ…ของผม

ก็อกก็อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น  คงเป็นตำรวจที่ติดตามเขามาเคาะเรียกเพราะเห็นว่าเงียบไปนาน

“อะ  คร้าบ”

เอย์จุนคลายมือออก  ผ่อนลมหายใจลงแล้วลุกไปเปิดประตู  ร่างของชายในชุดนอกเครื่องแบบมองมาด้วยสายตาจับผิดดังคาด  “ไปกันได้หรือยัง”

“อะ  ขอโทษคร้าบ!!”  เขาปั้นยิ้มแห้ง ๆ แล้วรีบก้มหัวปะหลก ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องตามชายคนนั้นไป

ทิ้งห้องคนไข้นั้นไว้ด้านหลัง

พร้อมกับความลับในใจ


ไหน ๆ ก็ตอนสุดท้ายแล้ว  ขอมาเม้าท์สักนิดนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านมาถึงตอนสุดท้ายนะคะ  เห็นบางคนมาเม้นท์ให้ก็ดีใจมากค่ะ T___T

อย่างที่เคยบอกไปตอนแรก ๆ  เรานึกอยากแต่งแนวนี้ขึ้นมาเพราะชอบไฮคิวฮอเรอร์ของนาโอะซัง  และส่วนตัวก็ชอบเกมแนวฮอเรอร์อยู่แล้ว  เลยดีใจมากที่สุดท้ายก็แต่งจบจนได้ค่ะ

ที่จริงก็มีจุดอยากแก้เยอะมากกกกกกกก  เพราะมีหลายจุดคิดขึ้นได้ระหว่างทางเหมือนกัน  แต่ก็…ถ้าไม่รวมเล่มก็คงไม่แก้…น่ะค่ะ orzll  ขอโทษด้วยนะคะ

มีใครอยากอ่านแบบรวมเล่มไหมเนี่ย  //โดนชก

หลังจากจบเรื่องนี้ก็ขอพักยาว ๆ ละค่ะ  หมดมุกแล้ว  แต่ก็ยังอยากแต่งเรื่องใหม่อยู่นะคะ :3  อยากรังแกมิยูกิต่อ //ไม่ใช่

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [True End]

  1. จบจริงอ่ะนะ??
    แฮ่ะ แฮ่ะ แอบหวังใจ เผื่อจะมีเวอร์ชั่นจบแบบมิยูกิเป็นคนทำเองทั้งหมด
    ปล.ยังยืนยันรออุตหนุนรวมเล่มอยู่ ทั้งเรื่องนี้และเรื่องก่อนนี้
    ขอบคุณมากนะคะ ที่กรุณาเขียนให้อ่าน สนุกมากมายแถมลุ้นระทึกจริงๆ ค่ะ

    Liked by 1 person

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s